วิธีตั้ง Static Route บน Router D-Link เชื่อมหลายวง LAN และกำหนดเส้นทางเครือข่ายให้ถูกต้อง
Static Route บน Router D-Link เป็นการกำหนดเส้นทางให้ Router รู้ว่า หากต้องการส่งข้อมูลไปยัง Network ปลายทางหนึ่ง จะต้องส่งผ่าน Gateway หรือ Router ตัวใด
เหมาะกับเครือข่ายที่มี Router หลายตัว หลาย Subnet หลาย VLAN หรือมีสำนักงานที่แบ่งระบบออกเป็นหลายวง เช่น เครือข่ายพนักงาน กล้องวงจรปิด Server และอุปกรณ์ภายในองค์กร
ตัวอย่างเช่น Router D-Link อยู่ในวง 192.168.1.0/24 แต่ต้องการเข้าถึงเครือข่าย 192.168.20.0/24 ที่อยู่หลัง Router อีกตัว หากไม่มี Route ที่ถูกต้อง D-Link อาจไม่รู้ว่าจะส่ง Packet ไปทางใด
บทความนี้จาก comsiam จะอธิบายวิธีตั้ง Static Route บน Router D-Link ตั้งแต่ Destination Network, Subnet Mask, Gateway, Interface และ Metric พร้อมตัวอย่างการใช้งานจริง
① Static Route คืออะไร
Static Route คือเส้นทางที่ผู้ดูแลระบบกำหนดให้ Router ด้วยตนเอง
ตัวอย่าง
Destination Network:
192.168.20.0/24
Gateway:
192.168.1.2
ความหมายคือ
ถ้าต้องการไปยัง
192.168.20.x
ให้ส่ง Packet ไปที่
192.168.1.2
Router ที่ 192.168.1.2 จะเป็นผู้ส่งต่อข้อมูลไปยัง Network ปลายทางต่อไป
② Static Route ใช้ทำอะไร
Static Route เหมาะกับงาน เช่น
เชื่อม Router หลายตัว
เชื่อมหลาย Subnet
เชื่อม VLAN
เชื่อม Network กล้อง CCTV
เชื่อม Server Network
เชื่อมสำนักงานภายใน
เชื่อม Site-to-Site Network
กำหนดเส้นทางไปยัง Gateway เฉพาะ
แยก Traffic ออกคนละ Interface
โดยเฉพาะเครือข่ายที่มีโครงสร้างชัดเจนและ Route ไม่ได้เปลี่ยนบ่อย
③ ตัวอย่างเครือข่ายที่ต้องใช้ Static Route
สมมติมีโครงสร้าง
Internet
↓
D-Link Router
192.168.1.1
↓
LAN 192.168.1.0/24
↓
Router ตัวที่ 2
192.168.1.2
↓
LAN 192.168.20.0/24
เครื่องในวงแรก เช่น
192.168.1.100
ต้องการเข้าถึง
192.168.20.100
D-Link ต้องรู้ว่า Network
192.168.20.0/24
อยู่หลัง Gateway
192.168.1.2
จึงต้องสร้าง Static Route
④ ตัวอย่าง Static Route ที่ต้องสร้าง
กำหนด
Destination:
192.168.20.0
Subnet Mask:
255.255.255.0
Gateway:
192.168.1.2
ความหมายคือ
192.168.20.0/24
↓
ผ่าน
192.168.1.2
เมื่อ D-Link พบ Packet ที่มี Destination เป็น 192.168.20.x จะส่งไปยัง Gateway นี้
⑤ Destination Network คืออะไร
Destination คือ Network ที่เราต้องการเดินทางไป
ตัวอย่าง
192.168.20.0
หาก Network เป็น /24 หมายถึง IP ตั้งแต่ประมาณ
192.168.20.1
ถึง
192.168.20.254
โดยมี Network Address คือ
192.168.20.0
ดังนั้นช่อง Destination ไม่ควรใส่ IP ของเครื่องปลายทางแบบสุ่ม หากตั้งใจสร้าง Route สำหรับทั้ง Network
⑥ Subnet Mask คืออะไร
Subnet Mask ใช้กำหนดขนาดของ Destination Network
ตัวอย่าง
255.255.255.0
เท่ากับ
/24
ดังนั้น
Destination:
192.168.20.0
Subnet Mask:
255.255.255.0
หมายถึง Network
192.168.20.0/24
⑦ Gateway คืออะไร
Gateway คือ Router ตัวถัดไปหรือ Next Hop ที่สามารถพา Traffic ไปยัง Destination Network ได้
ตัวอย่าง
D-Link LAN:
192.168.1.1
Router ตัวที่ 2:
192.168.1.2
หาก 192.168.20.0/24 อยู่หลัง Router ตัวที่ 2
Gateway ที่ต้องตั้งคือ
192.168.1.2
ไม่ใช่ IP ปลายทางในวง 192.168.20.x
⑧ Gateway ต้องเข้าถึงได้โดยตรง
Gateway ของ Static Route ควรอยู่ใน Network ที่ D-Link สามารถเข้าถึงได้
ตัวอย่าง D-Link อยู่ในวง
192.168.1.0/24
Gateway
192.168.1.2
จึงเหมาะสม
แต่หากใส่ Gateway
10.10.10.1
ทั้งที่ D-Link ไม่มีเส้นทางไปถึง Network นี้ Route ก็อาจใช้งานไม่ได้
⑨ Interface คืออะไร
Router D-Link บางรุ่นให้เลือก Interface ของ Route เช่น
LAN
WAN
WAN1
WAN2
DMZ
Interface คือทางออกที่ Packet จะใช้เพื่อไปยัง Gateway
ตัวอย่าง Network ภายในอยู่หลัง Router LAN
Interface:
LAN
แต่หากเป็น Route ผ่าน ISP หรือ WAN อื่น อาจเลือก WAN ตามโครงสร้างจริง
⑩ Metric คืออะไร
Metric ใช้กำหนดความสำคัญของ Route
โดยทั่วไป
Metric ต่ำกว่า
= มีความสำคัญสูงกว่า
หากมีหลาย Route ไป Destination เดียวกัน Router อาจเลือก Route ที่มี Metric ต่ำกว่า
ตัวอย่าง
Route A
Metric 2
Route B
Metric 5
Route A มักได้รับเลือกก่อน
⑪ เข้า Router D-Link
เชื่อมต่อกับ Router ผ่านสาย LAN หรือ Wi-Fi
จากนั้นเปิด Browser แล้วเข้า Gateway เช่น
192.168.0.1
หรือ
192.168.1.1
จากนั้น Login ด้วยบัญชี Administrator
หากเคยเปลี่ยน LAN IP ของ Router ต้องใช้ IP ปัจจุบัน
⑫ เข้าเมนู Static Route
ตำแหน่งเมนูแตกต่างกันตามรุ่นและ Firmware
ใน D-Link กลุ่มธุรกิจอาจพบในลักษณะ
Network
→ Routing
→ Static Routes
หรือ Router รุ่นอื่นอาจอยู่ใน
Advanced
→ Routing
→ Static Routing
ให้ค้นหาเมนูชื่อ
Static Route
Static Routing
Routing
เป็นหลัก
⑬ เพิ่ม Static Route ใหม่
เลือก
Add New Static Route
หรือ
Add Route
จากนั้น Router อาจแสดงช่อง เช่น
Route Name
Destination
Subnet Mask
Gateway
Interface
Metric
Enable
ชื่อช่องจริงอาจแตกต่างกันตามรุ่น
⑭ ตั้งชื่อ Route
ตั้งชื่อให้เข้าใจง่าย เช่น
CCTV-Network
Office-LAN2
Server-Network
หรือ
Branch-Network
ชื่อ Route ไม่มีผลกับการส่ง Packet แต่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบเข้าใจ Configuration ได้ง่ายขึ้น
⑮ ตัวอย่างตั้ง Route ไป Network ที่สอง
สมมติ
D-Link:
192.168.1.1
Router 2:
192.168.1.2
Network หลัง Router 2:
192.168.20.0/24
ตั้ง Static Route
Name:
LAN20
Destination:
192.168.20.0
Subnet Mask:
255.255.255.0
Gateway:
192.168.1.2
Interface:
LAN
Metric:
2
Status:
Enable
จากนั้น Save
⑯ ต้องตั้ง Route กลับด้วยหรือไม่
นี่เป็นจุดที่สำคัญมาก
การสื่อสาร Network ต้องมีเส้นทางทั้ง
ขาไป
และ
ขากลับ
สมมติ
Network A:
192.168.1.0/24
Network B:
192.168.20.0/24
D-Link รู้ว่า B อยู่ผ่าน 192.168.1.2
แต่ Router ฝั่ง B ก็ต้องรู้ว่าจะกลับมาหา Network A อย่างไร
หาก Route กลับไม่ถูกต้อง อาจเกิดอาการ
ส่ง Packet ไปถึง
แต่ Reply กลับไม่ได้
⑰ ตัวอย่าง Return Route
สมมติ Router 2 มี Interface
WAN/LAN:
192.168.1.2
และ LAN
192.168.20.1
หาก Default Route ของ Router 2 กลับมาทาง D-Link อยู่แล้ว อาจไม่ต้องเพิ่ม Route เพิ่ม
แต่ถ้ามีหลาย Gateway ต้องตรวจ Routing Table ว่า
192.168.1.0/24
สามารถกลับมาหา D-Link ได้อย่างถูกต้อง
⑱ Static Route กับ Default Route ต่างกันอย่างไร
Default Route ใช้เมื่อ Router ไม่มี Route ที่เฉพาะเจาะจงกว่านี้
มักแสดงเป็น
0.0.0.0/0
และชี้ไปยัง Internet Gateway
Static Route แบบเฉพาะ เช่น
192.168.20.0/24
จะมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า Default Route
Router จึงเลือก Route เฉพาะก่อน
⑲ Route ที่เฉพาะเจาะจงกว่าจะถูกเลือกก่อน
สมมติมี
0.0.0.0/0
→ ISP Gateway
และ
192.168.20.0/24
→ 192.168.1.2
เมื่อ Packet ต้องไป
192.168.20.50
Router จะใช้ Static Route /24
ไม่ส่งออก Internet ผ่าน Default Route
⑳ Static Route สำหรับกล้องวงจรปิด
สมมติกล้องอยู่ Network
192.168.30.0/24
หลัง Router หรือ Layer 3 Device
192.168.1.3
สามารถสร้าง
Destination:
192.168.30.0
Mask:
255.255.255.0
Gateway:
192.168.1.3
จากนั้นเครื่องใน Network หลักจะสามารถหาเส้นทางไปยัง CCTV Network ได้
㉑ Static Route สำหรับ Server Network
ตัวอย่าง
User LAN:
192.168.10.0/24
Server LAN:
192.168.50.0/24
Server Network อยู่หลัง Gateway
192.168.10.2
ตั้ง
192.168.50.0/24
→ 192.168.10.2
ช่วยให้ Router รู้ว่า Traffic สำหรับ Server Network ต้องส่งไปยัง Gateway ใด
㉒ Static Route สำหรับหลาย Router
ตัวอย่าง
D-Link Main
192.168.1.1
│
├── Router A
│ 192.168.1.2
│ ↓
│ 192.168.20.0/24
│
└── Router B
192.168.1.3
↓
192.168.30.0/24
สามารถสร้างสอง Route
192.168.20.0/24
→ 192.168.1.2
และ
192.168.30.0/24
→ 192.168.1.3
㉓ Static Route สำหรับ VLAN
หาก VLAN ถูก Route ผ่าน Layer 3 Switch หรือ Router อีกตัว
ตัวอย่าง
VLAN 20
192.168.20.0/24
VLAN 30
192.168.30.0/24
และ Layer 3 Gateway อยู่ที่
192.168.1.2
อาจต้องสร้าง Route
192.168.20.0/24
→ 192.168.1.2
192.168.30.0/24
→ 192.168.1.2
ตาม Network Design
㉔ Static Route ไม่ได้สร้าง VLAN
Static Route กับ VLAN เป็นคนละอย่าง
VLAN
= แบ่ง Network Segment
ส่วน
Static Route
= บอกเส้นทางระหว่าง Network
ดังนั้นการสร้าง Static Route ไม่ได้ทำให้ VLAN เกิดขึ้นเอง
ต้องสร้าง VLAN, Interface และ IP Address ให้เรียบร้อยก่อน
㉕ Static Route ไม่ได้เปิด Firewall
อีกจุดที่พบบ่อยคือ Route ถูกต้อง แต่ยัง Ping หรือเข้าถึงไม่ได้
เพราะ Firewall อาจ Block Traffic
ดังนั้นต้องแยก
Routing
กับ
Firewall Policy
ออกจากกัน
Route บอกว่า Packet ไปทางไหน
Firewall บอกว่า Packet ได้รับอนุญาตให้ผ่านหรือไม่
㉖ Static Route ไม่ใช่ Port Forwarding
Static Route ใช้สำหรับ
Network A
→ Network B
ส่วน Port Forwarding ใช้สำหรับ
Internet Port
→ Internal Device
ตัวอย่าง
8080
→ 192.168.1.100:80
ดังนั้นไม่ควรใช้ Port Forwarding แทน Static Route สำหรับการเชื่อมหลาย Subnet
㉗ Static Route กับ NAT
หาก Router ตัวที่สองเปิด NAT อยู่ อาจทำให้การสื่อสารสองทางระหว่าง Network ซับซ้อนขึ้น
ตัวอย่าง
Main Router
↓
Router 2 NAT Mode
↓
LAN 192.168.20.0/24
อุปกรณ์ใน Network หลักอาจเข้าถึงเครื่องด้านหลัง Router 2 ได้ยากกว่าการใช้ Router Mode ที่ไม่มี NAT ระหว่าง Internal Networks
สำหรับ Network ภายในหลายวง ควรออกแบบ Routing และ NAT ให้ชัดเจน
㉘ Router ซ้อน Router ควรใช้ Static Route หรือ DMZ
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์
ถ้าต้องการเชื่อม Network ภายในหลายวงอย่างเป็นระบบ
Static Route
เหมาะกว่า
แต่ DMZ Host มักใช้ส่ง Incoming Internet Traffic ไปยังอุปกรณ์หนึ่งเครื่อง
จึงเป็นคนละวัตถุประสงค์
㉙ Router ตัวที่สองควรปิด NAT หรือไม่
หาก Router ตัวที่สองทำหน้าที่เป็น Internal Router ระหว่าง Subnet การใช้ Routing โดยไม่ NAT มักช่วยให้ Network มองเห็นกันตรงไปตรงมามากกว่า
แต่ขึ้นอยู่กับ Router และ Security Design
หากเปิด NAT ต้องเข้าใจว่า IP ต้นทางอาจถูกแปลงก่อนส่งผ่าน Network
㉚ ตัวอย่าง Static Route ไปสำนักงานอีกวง
สมมติสำนักงานมี
สำนักงานใหญ่:
192.168.10.0/24
และ Network อีกไซต์สามารถเข้าถึงผ่าน VPN Gateway
192.168.10.254
ปลายทางคือ
192.168.100.0/24
สามารถสร้าง Route
192.168.100.0/24
→ 192.168.10.254
หาก VPN และ Gateway ถูกออกแบบให้รองรับ Route นี้
㉛ Static Route กับ Site-to-Site VPN
VPN Site-to-Site ต้องรู้ Local Network และ Remote Network
ตัวอย่าง
Site A
192.168.10.0/24
Site B
192.168.20.0/24
Router บางรุ่นสร้าง Route จาก VPN Configuration ให้อัตโนมัติ
บางระบบอาจต้องเพิ่ม Routing เพิ่มเติม
จึงควรตรวจ Routing Table หลัง VPN Connected
㉜ Static Route กับ Dual WAN
Router ธุรกิจ D-Link ที่มี
WAN1
WAN2
อาจใช้ Route เพื่อระบุ Traffic บาง Destination ให้ออก Interface เฉพาะ
แต่หากต้องการเลือก WAN ตาม
Source IP
Application
Policy
Load Balancing
อาจต้องใช้ Policy Routing หรือ Load Balancing แทน Static Route ธรรมดา
㉝ Static Route กับ Policy Route ต่างกันอย่างไร
Static Route ตัดสินใจหลัก ๆ จาก
Destination
ตัวอย่าง
10.10.0.0/16
→ Gateway A
ส่วน Policy Route สามารถพิจารณาเงื่อนไขละเอียดกว่า เช่น
Source IP
Destination IP
Service
Interface
Router ธุรกิจบางรุ่นจึงมีทั้งสองระบบ
㉞ Metric ใช้กับเส้นทางสำรองได้หรือไม่
ในบางระบบสามารถสร้างหลาย Route ไปยัง Destination เดียวกันโดยมี Metric ต่างกัน
ตัวอย่าง
Route 1
Gateway 192.168.1.2
Metric 2
Route 2
Gateway 192.168.1.3
Metric 5
Route Metric ต่ำกว่ามักได้รับเลือกก่อน
แต่ Static Route ธรรมดาไม่ได้หมายความว่าจะตรวจสุขภาพ Gateway และ Failover ได้สมบูรณ์เสมอไป
สำหรับ WAN Failover ควรใช้ฟังก์ชัน Failover โดยเฉพาะหาก Router รองรับ
㉟ อย่าให้ Destination Network ซ้ำกับ LAN
ตัวอย่าง D-Link LAN คือ
192.168.1.0/24
แต่สร้าง Static Route
192.168.1.0/24
→ 192.168.1.2
อาจชนกับ Connected Route ของ Router
เพราะ Network นี้เชื่อมต่อโดยตรงอยู่แล้ว
ควรตรวจ Address Plan ก่อนสร้าง Route
㊱ อย่าใช้ Network ซ้ำกันหลาย Site
ตัวอย่าง
Site A:
192.168.1.0/24
Site B:
192.168.1.0/24
หากจะเชื่อม Site-to-Site จะเกิดปัญหา Routing เพราะทั้งสองฝั่งใช้ Network เดียวกัน
ควรออกแบบให้แตกต่าง เช่น
Site A:
192.168.10.0/24
Site B:
192.168.20.0/24
㊲ ตรวจ Subnet Mask ให้ถูกต้อง
ตัวอย่าง Destination
192.168.20.0
หากต้องการ /24 ต้องใช้
255.255.255.0
ถ้าใส่
255.255.0.0
จะกลายเป็น Route ที่ครอบคลุม Network ใหญ่กว่าที่ต้องการมาก
และอาจดึง Traffic ที่ไม่ควรไป Gateway นั้น
㊳ ตัวอย่าง /24
Destination:
192.168.20.0
Mask:
255.255.255.0
เท่ากับ
192.168.20.0/24
㊴ ตัวอย่าง Route ไปเครื่องเดียว
หากต้องการ Route ไปยัง Host เดียว สามารถใช้ Host Route ได้ในอุปกรณ์ที่รองรับ
ตัวอย่าง
Destination:
192.168.20.50
Subnet Mask:
255.255.255.255
หรือ
192.168.20.50/32
Route นี้ใช้กับ IP ปลายทางเพียงเครื่องเดียว
㊵ วิธีตรวจว่า Route ทำงานหรือไม่
หลัง Save Static Route ควรตรวจด้วย
Ping
และ
Traceroute
ตัวอย่างจาก Network A
ping 192.168.20.100
หากตอบกลับ แสดงว่าการสื่อสารพื้นฐานผ่านได้
㊶ ใช้ Traceroute ตรวจ Gateway
Traceroute ช่วยดูว่า Packet เดินผ่าน Router ใด
ตัวอย่าง
PC
↓
192.168.1.1
↓
192.168.1.2
↓
192.168.20.100
หาก Packet หยุดที่ Gateway ใด สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้น Troubleshoot ได้
㊷ Ping Gateway ก่อน
หาก Static Route ใช้ Gateway
192.168.1.2
ให้ทดสอบจาก D-Link Network ก่อนว่า
ping 192.168.1.2
ได้หรือไม่
หาก Gateway ยังเข้าไม่ถึง Static Route ปลายทางก็ย่อมมีโอกาสใช้ไม่ได้
㊸ Ping Gateway ได้แต่ปลายทางไม่ได้
ให้ตรวจ
Destination Network
Subnet Mask
Return Route
Firewall
Target Device Firewall
โดยเฉพาะ Return Route ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในหลาย Subnet
㊹ Ping ได้แต่เปิด Service ไม่ได้
หาก Ping ผ่านแต่ Web, NAS หรือ Server เข้าไม่ได้ อาจไม่ใช่ Routing แล้ว
ควรตรวจ
Firewall
Port
Service
Access Control
Application
เช่น Server อาจเปิด TCP 443 แต่ Block TCP 80
㊺ Static Route ใช้งานไม่ได้หลังเปลี่ยน IP Gateway
สมมติเดิม Gateway คือ
192.168.1.2
แต่ DHCP เปลี่ยนเป็น
192.168.1.5
Static Route เดิมจะชี้ไป Gateway ผิด
อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ Router หรือ Next Hop จึงควรใช้ IP คงที่
㊻ Gateway ควรใช้ Static IP
Router, Layer 3 Switch หรือ VPN Gateway ที่ถูกใช้เป็น Next Hop ควรมี IP คงที่ เช่น
192.168.1.2
ไม่ควรปล่อยให้ IP เปลี่ยนแบบสุ่ม
เพราะ Route จำนวนมากอาจหยุดทำงานพร้อมกัน
㊼ Static Route ใช้งานไม่ได้ควรตรวจอะไร
ตรวจตามลำดับ
1. Destination ถูกหรือไม่
2. Subnet Mask ถูกหรือไม่
3. Gateway ถูกหรือไม่
4. Gateway Ping ได้หรือไม่
5. Interface ถูกหรือไม่
6. Route Enable หรือไม่
7. Metric เหมาะสมหรือไม่
8. มี Route ซ้ำหรือไม่
9. มี Return Route หรือไม่
10. Firewall อนุญาตหรือไม่
㊽ Checklist ตั้ง Static Route บน D-Link
✓ วางแผน IP Network ก่อน
✓ Destination Network ไม่ซ้ำกัน
✓ Subnet Mask ถูกต้อง
✓ Gateway อยู่ใน Network ที่เข้าถึงได้
✓ Gateway ใช้ Static IP
✓ เลือก Interface ถูกต้อง
✓ ตั้ง Metric เหมาะสม
✓ Enable Route
✓ Save/Apply
✓ ตรวจ Routing Table
✓ Ping Gateway
✓ Ping Destination
✓ ตรวจ Return Route
✓ ตรวจ Firewall
ตัวอย่าง Configuration ฉบับสมบูรณ์
สมมติระบบเป็น
D-Link Main Router
LAN: 192.168.1.1/24
Router CCTV
Uplink: 192.168.1.2
CCTV LAN: 192.168.30.1/24
CCTV Devices:
192.168.30.x
สร้าง Static Route บน D-Link
Route Name:
CCTV-Network
Destination:
192.168.30.0
Subnet Mask:
255.255.255.0
Gateway:
192.168.1.2
Interface:
LAN
Metric:
2
Active:
Enable
จากนั้นตรวจว่า Router CCTV มี Route กลับไปยัง
192.168.1.0/24
อย่างถูกต้อง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย ได้แก่
ใส่ Destination เป็น IP Gateway
ใส่ Gateway เป็น IP ปลายทาง
Subnet Mask ผิด
Network ซ้ำกัน
Gateway เปลี่ยน IP
ไม่มี Return Route
Firewall Block
เลือก Interface ผิด
ตั้ง Metric ผิด
Router ตัวที่สองทำ NAT โดยไม่ตั้งใจ
สร้าง Route แต่ไม่ได้ Enable
สรุป
การตั้ง Static Route บน Router D-Link ใช้สำหรับบอก Router ว่าจะเดินทางไปยัง Network ปลายทางผ่าน Gateway ใด เหมาะอย่างมากกับระบบหลาย Subnet, หลาย VLAN, CCTV Network, Server Network และเครือข่ายที่มี Router หลายตัว
ค่าหลักที่ต้องเข้าใจคือ
Destination
Subnet Mask
Gateway
Interface
Metric
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ Route ขาไปคือ Return Route เพราะหาก Packet เดินทางถึงปลายทางแต่ไม่มีเส้นทางกลับ การสื่อสารก็ยังใช้งานไม่ได้
แนวทางของ comsiam คือออกแบบ IP Address ของแต่ละ Network ให้ไม่ซ้ำกัน กำหนด Gateway ให้ใช้ Static IP จากนั้นสร้าง Static Route และทดสอบตามลำดับ Gateway → Destination → Return Route → Firewall จะช่วยหาปัญหาได้เร็วและทำให้เครือข่ายหลายวงทำงานเป็นระบบมากขึ้น