D-Link Mesh สำหรับบ้านพื้นที่ 300 ตารางเมตร ควรใช้กี่ตัว และวางอย่างไรให้ครอบคลุมทั้งบ้าน
บ้านพื้นที่ประมาณ 300 ตารางเมตรควรใช้ D-Link Mesh กี่ตัว คำตอบคือ ควรเริ่มจาก Main Router 1 ตัว + Mesh Node 2 ตัว แล้วทดสอบ Coverage จริงก่อนเพิ่ม Node ต่อไป
บ้านขนาดประมาณ 300 ตารางเมตรเริ่มมีความซับซ้อนมากกว่าบ้านขนาดเล็ก เพราะอาจมีทั้ง
หลายชั้น
หลายห้อง
ผนังคอนกรีต
พื้นที่หน้าบ้านและหลังบ้าน
ห้องทำงาน
Smart TV หลายจุด
กล้อง Wi-Fi
IoT จำนวนมาก
ดังนั้นการออกแบบ D-Link Mesh ควรเน้น ตำแหน่ง + Backhaul + จำนวน Node ที่พอดี มากกว่าการซื้อ Mesh จำนวนมากแล้ววางตามห้องแบบสุ่ม
แนวทางเริ่มต้นที่เหมาะคือ
Main Router 1 ตัว + Mesh Node 2 ตัว = 3 จุดกระจาย Wi-Fi
จากนั้นจึงเพิ่ม Node ตัวที่ 3 หากยังมี Dead Zone จริง
① บ้าน 300 ตารางเมตรควรใช้ D-Link Mesh กี่ตัว
สำหรับบ้านขนาดนี้ จุดเริ่มต้นที่เหมาะในหลายกรณีคือ
Main Router 1 ตัว
Mesh Node 2 ตัว
รวมเป็น 3 จุดกระจายสัญญาณ
แต่ไม่ใช่กฎตายตัว
บ้านที่ Layout เปิดอาจใช้เพียง 2 จุด ขณะที่บ้านหลายชั้นหรือมีผนังคอนกรีตจำนวนมากอาจต้องใช้มากกว่า 3 จุด
② อย่าใช้พื้นที่ 300 ตารางเมตรเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว
บ้าน 300 ตารางเมตรสองหลังอาจต้องใช้ Mesh จำนวนต่างกันมาก
ตัวอย่าง
บ้าน A
ชั้นเดียว
Open Plan
Router กลางบ้าน
บ้าน B
3 ชั้น
ผนังคอนกรีตหนา
Router อยู่มุมบ้าน
บ้าน B มีแนวโน้มต้องใช้ Node มากกว่า แม้พื้นที่รวมเท่ากัน
③ บ้านชั้นเดียว 300 ตารางเมตรควรเริ่มกี่จุด
สามารถเริ่มจาก
Main Router
Node 1
Node 2
วางกระจายไปทางซ้ายและขวาหรือหน้าและหลังบ้านตาม Layout
ไม่จำเป็นต้องติด Node ทุกห้อง
④ บ้านสองชั้น 300 ตารางเมตรล่ะ
รูปแบบที่ควรลองคือ
ชั้น 1: Main Router
ชั้น 2: Node 1
อีกด้านของบ้าน: Node 2
จากนั้นทดสอบ Coverage ทั้งสองชั้น
ถ้ายังมี Dead Zone จริงค่อยเพิ่ม Node 3
⑤ บ้านสามชั้น 300 ตารางเมตรควรทำอย่างไร
แนวทางพื้นฐานคือ
ชั้น 1: Main Router
ชั้น 2: Node 1
ชั้น 3: Node 2
หากแต่ละชั้นกว้างมาก อาจต้องเพิ่ม Node เพิ่มในชั้นที่ยังมีจุดอับ
แต่ควรตรวจ Backhaul ก่อนทุกครั้ง
⑥ Main Router ควรอยู่ตรงไหน
ถ้าเลือกได้ ควรวางบริเวณ
กลางบ้าน
ใกล้พื้นที่เปิด
ใกล้โถง
ไม่ถูกตู้บัง
ไม่อยู่หลังทีวี
Main Router ที่อยู่กลางบ้านช่วยลดระยะไปยัง Node ทุกตัว
⑦ Router อยู่หน้าบ้านทำอย่างไร
ถ้าย้ายไม่ได้ ให้ใช้ Node เป็นจุดกลาง
ตัวอย่าง
หน้าบ้าน: Main Router
กลางบ้าน: Node 1
หลังบ้าน: Node 2
เหมาะกับบ้านแนวยาว
⑧ Router อยู่มุมบ้านมีผลมากไหม
มี
สัญญาณบางส่วนจะกระจายออกนอกพื้นที่ใช้งาน
และระยะไปยังอีกมุมจะยาวมาก
บ้าน 300 ตารางเมตรที่ Router อยู่มุมบ้านจึงมักต้องวาง Node อย่างระมัดระวังมากขึ้น
⑨ อย่าวาง Node ใน Dead Zone
หลักสำคัญที่สุดยังเหมือนเดิม
Main Router → Node → Dead Zone
ไม่ใช่
Main Router → Dead Zone → Node
Node ต้องรับต้นทางได้ดีก่อนจึงขยายต่อได้ดี
⑩ Wireless Backhaul สำคัญมาก
ถ้า Node ใช้ Wi-Fi เชื่อมกลับ Main Router
ความเร็วของ Client ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Signal ระหว่าง Client กับ Node อย่างเดียว
ยังขึ้นกับ
Node ↔ Main Router
ด้วย
Backhaul อ่อนสามารถทำให้ Wi-Fi เต็มแต่ Internet ช้าได้
⑪ บ้าน 300 ตารางเมตรไม่ควรต่อ Wireless หลายทอดเกินไป
ตัวอย่าง
Main → Node 1 → Node 2 → Node 3
มีหลาย Hop
อาจทำให้
Throughput ลด
Ping เพิ่ม
Stability ลด
Wireless Load เพิ่ม
ถ้ามีทางเลือกควรลดจำนวน Hop
⑫ Star Topology น่าสนใจกว่าเมื่อทำได้
ตัวอย่าง
Node 1 ← Main Router → Node 2
ช่วยให้แต่ละ Nodeไม่ต้องผ่าน Node ตัวกลาง
แต่จะใช้ได้ดีเมื่อแต่ละ Node รับ Main Routerได้แข็งแรง
ระบบ Mesh อาจจัด Topology ให้อัตโนมัติ
⑬ Daisy Chain ใช้ได้เมื่อจำเป็น
บางบ้านยาวหรือหลายชั้นอาจต้องใช้
Main → Node 1 → Node 2
แต่ต้องให้ Node 1 มี Backhaul ดีมาก
เพราะถ้า Node 1 มีปัญหา Node 2 อาจได้รับผลตามไปด้วย
⑭ Ethernet Backhaul เหมาะมากกับบ้าน 300 ตารางเมตร
หากมีสาย LAN และระบบรองรับ
สามารถใช้
Main Router
├── LAN → Node 1
├── LAN → Node 2
└── LAN → Node 3
ช่วยลด Wireless Hop อย่างมาก
เหมาะกับบ้านขนาดใหญ่
⑮ บ้านสร้างใหม่ควรเดิน LAN หรือไม่
ควรพิจารณาอย่างมาก
โดยเฉพาะบ้าน 300 ตารางเมตรขึ้นไป
สาย LAN สามารถใช้กับ
Mesh Backhaul
Access Point
Smart TV
Gaming PC
NAS
กล้อง
Workstation
ได้ในระยะยาว
⑯ Gigabit Switch มีประโยชน์ไหม
มี หากบ้านมี LAN หลายจุด
โครงสร้างอาจเป็น
Main Router → Gigabit Switch → Mesh Nodes
แต่ต้องตรวจว่า D-Link Mesh รุ่นนั้นรองรับ Ethernet Backhaul ผ่าน Topology ดังกล่าวหรือไม่
⑰ อย่าลืมทดสอบสาย LAN
บ้านใหญ่มีโอกาสใช้
Patch Panel
Wall Outlet
Switch
สายฝังผนัง
หลายจุด
ถ้าสายมีปัญหา Node สามารถ Link ไม่เต็มหรือหลุดได้
จึงควรทดสอบสายก่อนโทษ Mesh
⑱ บ้านชั้นเดียวแบบแนวยาวควรวางอย่างไร
ตัวอย่าง
Main Router หน้า
Node 1 กลาง
Node 2 หลัง
เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกว่าเอา Node 1 และ Node 2 ไปวางชิดปลายบ้านทั้งคู่
ทุก Node ต้องมี Backhaul ที่ดี
⑲ บ้านรูปตัว L ควรวางอย่างไร
ควรทดลองวาง Node ใกล้จุดหักของตัว L
เพราะมุมอาคารและผนังสามารถทำให้ Wi-Fi จาก Main Routerไปอีกฝั่งลดลงมาก
Node ตรงจุดหักช่วยเชื่อม Coverage ได้ดีขึ้น
⑳ บ้านรูปตัวยูอาจต้องใช้ Node มากขึ้น
หากบ้านมีปีกซ้ายและขวาแยกกัน
อาจเหมาะกับ
Node 1 ฝั่งซ้าย
Node 2 ฝั่งขวา
โดยมี Main Router อยู่ส่วนกลาง
ดีกว่าวาง Node ทั้งสองในฝั่งเดียว
㉑ บ้านสองชั้นควรทดลองบริเวณบันได
โถงบันไดมักเป็นเส้นทางเปิดระหว่างชั้น
จึงเป็นตำแหน่งที่ดีสำหรับทดลอง Wireless Backhaul
โดยเฉพาะเมื่อพื้นคอนกรีตหนา
㉒ บ้านสามชั้นควรตรวจทุก Hop
ถ้าใช้
Main ชั้น 1
Node 1 ชั้น 2
Node 2 ชั้น 3
ต้องตรวจ
Main ↔ Node 1
และ
Node 1 ↔ Node 2
ให้ดีทั้งสองช่วง
อย่าดูเพียง Signal ชั้น 3
㉓ Wi-Fi เต็มที่ชั้น 3 แต่ช้าเกิดจากอะไร
อาจเป็น
มือถือ ↔ Node = ดี
แต่
Node ↔ Mesh ต้นทาง = อ่อน
จึงต้องตรวจ Backhaul
ไม่ใช่ดูเฉพาะจำนวนขีด
㉔ 2.4 GHz มีบทบาทมากในบ้านใหญ่
เหมาะกับ
IoT
กล้อง
อุปกรณ์ไกล
อุปกรณ์ที่ไม่ต้องการ Throughput สูง
แต่พื้นที่ใหญ่ก็อาจมี Interference มากขึ้น
จึงต้องวาง Node ให้เหมาะกับ Client แต่ละกลุ่ม
㉕ 5 GHz ควรเน้นพื้นที่ใช้งานหนัก
เช่น
ห้องทำงาน
ห้องนั่งเล่น
Smart TV
Gaming Room
ห้องนอนหลัก
Node ควรวางให้ 5 GHz เข้าถึงพื้นที่เหล่านี้ได้ดี
㉖ Internet 500 Mbps ควรเลือกอะไร
ควรดู
Gigabit Port
Wi-Fi Capability
Mesh Backhaul
Client Capability
ระบบที่ Backhaul อ่อนอาจไม่สามารถส่งความเร็ว 500 Mbps ไปถึงทุกห้องได้ แม้ Package จะเร็ว
㉗ Internet 1 Gbps ต้องดูทุก Link
ตรวจ
WAN Port
LAN Port
Switch
Cable
Node Ethernet
Wi-Fi Client
จุดใดจุดหนึ่งที่ช้ากว่าสามารถกลายเป็นคอขวดได้
㉘ บ้านใหญ่มี Client เยอะควรดู Capacity
บ้าน 300 ตารางเมตรอาจมี
Smartphone
Notebook
Smart TV
Camera
IoT
Game Console
Tablet
จำนวนมาก
Router ต้องรองรับทั้ง Coverage และ Client Load
㉙ กล้อง Wi-Fi จำนวนมากมีผลต่อ Mesh
มี
กล้อง Upload ต่อเนื่อง
ถ้ากล้องหลายตัวเชื่อมผ่าน Node เดียว Backhaul จะถูกใช้งานต่อเนื่อง
บ้านที่มีกล้องจำนวนมากควรพิจารณา LAN หรือ Ethernet Backhaul มากขึ้น
㉚ Gaming หลายห้องควรใช้สายเมื่อทำได้
Gaming ต้องการ
Ping ต่ำ
Jitter ต่ำ
Packet Loss ต่ำ
Node จำนวนมากไม่ได้รับประกันคุณภาพ Gaming
ถ้ามี LAN ควรใช้สายกับ PC/Console หรืออย่างน้อยให้ Node ใช้ Ethernet Backhaul
㉛ ห้องทำงานควรเป็น Priority Zone
ถ้าใช้
Video Conference
VPN
Cloud
Upload
Remote Desktop
ควรวาง Node หรือ LAN ให้ห้องนี้มี Backhaul ที่ดีที่สุด
ไม่จำเป็นต้องกระจาย Nodeเท่า ๆ กันทุกพื้นที่
㉜ Smart TV ไม่จำเป็นต้องมี Node ต่อเครื่อง
Node หนึ่งตัวสามารถให้บริการ Smart TV หลายเครื่องได้หาก Coverage และ Capacity เพียงพอ
ไม่ควรติด Node ข้าง TV ทุกเครื่อง
โดยเฉพาะบ้านที่มี TV หลายห้อง
㉝ Node มากเกินไปทำให้ Roaming ซับซ้อน
หาก Main Router และ Node หลายตัวอยู่ใกล้กัน
Client อาจเห็นหลาย Access Point ด้วย Signal ใกล้เคียงกัน
อาจเกิด Sticky Client
ดังนั้นไม่ควรเพิ่ม Node โดยไม่มี Dead Zone จริง
㉞ Node ห่างกันเกินไปก็มีปัญหา
อาจเกิด
Backhaul Poor
Node Offline
Dead Zone
Roaming สะดุด
Speed ลด
ต้องหาจุดสมดุลระหว่าง Coverage และ Backhaul
㉟ Pair Node ใกล้ Main Router ก่อน
ทุก Node ควร Pair ในตำแหน่งใกล้ Main Router ก่อนย้าย
ช่วยแยก
Pairing Problem
ออกจาก
Distance Problem
ได้ชัดเจน
㊱ เพิ่ม Node ทีละตัว
ลำดับที่เหมาะคือ
Main Router → ทดสอบ
Node 1 → ทดสอบ
Node 2 → ทดสอบ
Node 3 → เพิ่มเมื่อจำเป็น
ไม่ควรติดตั้ง Node ทั้งชุดพร้อมกันโดยไม่รู้ว่าตัวไหนแก้พื้นที่ใด
㊲ ถ้า Node 1 ยังหลุด อย่าเพิ่ม Node 2 ต่อ
ต้องแก้ Node 1 ก่อน
เพราะถ้า Node 2 ต้องพึ่ง Node 1 ปัญหาจะถูกส่งต่อไปยังปลาย Network
ฐาน Mesh ต้องเสถียรก่อนขยาย
㊳ Speed Test ควรทำเป็นแผนที่
บ้าน 300 ตารางเมตรควรทดสอบอย่างน้อย
ใกล้ Main Router
ใกล้ Node ทุกตัว
ห้องทำงาน
ห้องนอน
ห้องรับแขก
หลังบ้าน
โรงรถ
Dead Zone เดิม
แล้วจดผล
ช่วยเห็นพื้นที่อ่อนชัดเจน
㊴ Ping สำคัญพอ ๆ กับ Speed
โดยเฉพาะ
Gaming
Video Call
Remote Desktop
Speed สูงแต่ Ping แกว่งก็ยังใช้งานได้ไม่ดี
จึงควรทดสอบ Stability ร่วมด้วย
㊵ ไม่จำเป็นต้องได้ 1 Gbps ทุกห้อง
เป้าหมายคือแต่ละพื้นที่ได้ความเร็วที่เพียงพอ
ตัวอย่าง
ห้อง TV ต้อง Streaming ได้
ห้องทำงานต้อง Call ไม่หลุด
Gaming Room ต้อง Ping เสถียร
ไม่จำเป็นต้องให้ทุกมุมทำ Speed Test ได้เท่ากับข้าง Router
㊶ ถ้าใช้ 3 จุดแล้วยังมี Dead Zone
อย่ารีบเพิ่ม Node ตัวที่ 4
ตรวจ
① Main Router อยู่ถูกจุดไหม
② Node วางใน Dead Zone หรือไม่
③ Backhaul ดีไหม
④ มี LAN หรือไม่
⑤ สามารถขยับ Node ได้ไหม
บางครั้งปรับ Layout ช่วยได้มากกว่าเพิ่ม Hardware
㊷ เมื่อไรควรเพิ่ม Node ตัวที่ 3
ควรเพิ่มเมื่อ
Main + Node 2 ตัววางดีแล้ว
Backhaul ทุกตัวดี
ยังมี Dead Zone จริง
พื้นที่ใช้งานสำคัญยังไม่ครอบคลุม
จึงค่อยเพิ่มอีกจุด
㊸ เมื่อไรควรใช้ 4 จุดขึ้นไป
อาจเหมาะกับ
บ้านหลายชั้นขนาดใหญ่
บ้านปีกซ้าย/ขวา
บ้านมีส่วนต่อเติม
โรงรถหรือพื้นที่แยก
Layout ซับซ้อน
แต่ควรพิจารณา Ethernet Backhaul มากขึ้นเมื่อจำนวน Node สูง
㊹ บ้านมีสวนควรวาง Node กลางแจ้งไหม
ไม่ควรหากรุ่นนั้นเป็น Indoor
สามารถวางภายในใกล้
หน้าต่าง
ประตู
พื้นที่ที่หันออกสวน
เพื่อขยาย Coverage ออกไป
หากต้องการ Outdoor จริงควรใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับภายนอก
㊺ โรงรถหรืออาคารแยกควรทำอย่างไร
หากมี LAN ไปถึง ควรใช้ Wired Connection เมื่อทำได้
Wireless Mesh ข้ามกำแพงหรือระยะไกลมากอาจไม่เสถียร
บ้านใหญ่ควรพิจารณา Infrastructure ก่อนเพิ่ม Wireless Node
㊻ Router อยู่ในตู้ Network ได้ไหม
ถ้าตู้เป็นโลหะและ Router ต้องปล่อย Wi-Fi ไม่เหมาะ
สามารถเก็บ Switch หรือ Patch Panel ในตู้
แต่ควรนำจุดกระจาย Wi-Fi ออกมาในพื้นที่เปิด
ช่วยให้ Coverage ดีขึ้น
㊼ Node หลังทีวีไม่เหมาะ
แม้สะดวกเรื่องปลั๊ก แต่มีทั้ง
โลหะ
ความร้อน
สายไฟ
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ควรขยับออกมาด้านข้างหรือจุดเปิด
㊽ Node บนพื้นไม่เหมาะ
ควรวางสูงจากพื้นในระดับที่เหมาะสม
เช่น
โต๊ะ
ชั้น
ผนังตามรูปแบบอุปกรณ์
ช่วยลดสิ่งกีดขวางจากเฟอร์นิเจอร์
㊾ จำนวน Node สูงสุดไม่ใช่เป้าหมาย
แม้ D-Link Mesh รุ่นหนึ่งจะรองรับ Node ได้หลายตัว
ไม่ได้หมายความว่าบ้าน 300 ตารางเมตรควรใช้เต็มจำนวน
เป้าหมายคือ
จำนวนต่ำที่สุดที่ครอบคลุมพื้นที่จริง
㊿ Mesh ที่ดีต้องสมดุลสามเรื่อง
① Coverage
② Backhaul
③ Capacity
ถ้ามี Coverage มากแต่ Backhaul อ่อน ระบบก็ช้า
ถ้า Backhaul ดีแต่ Node น้อยเกินไปก็มี Dead Zone
ถ้ามี Node มากเกินไปก็อาจเกิด Interference
ต้องสมดุลทั้งสามส่วน
แนวทางบ้าน 300 ตารางเมตรชั้นเดียว
เริ่มจาก
Main Router กลางบ้าน
Node 1 ฝั่งซ้าย/ด้านหน้า
Node 2 ฝั่งขวา/ด้านหลัง
ตาม Layout จริง
หากบ้านเป็นแนวยาว สามารถใช้รูปแบบ
Main → Node 1 → Node 2
แต่ควรลด Multi-Hop เมื่อทำได้
แนวทางบ้าน 300 ตารางเมตรสองชั้น
ตัวอย่าง
ชั้น 1: Main Router + Node 1
ชั้น 2: Node 2
หรือ
ชั้น 1: Main Router
ชั้น 2: Node 1 + Node 2
ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่อับอยู่ชั้นใด
ไม่จำเป็นต้องแบ่ง Node เท่ากันทุกชั้น
แนวทางบ้าน 300 ตารางเมตรสามชั้น
เริ่มด้วย
ชั้น 1: Main Router
ชั้น 2: Node 1
ชั้น 3: Node 2
หากมี LAN ควรพิจารณา Ethernet Backhaul อย่างมาก
ช่วยลดปัญหาพื้นคอนกรีตและ Multi-Hop
บ้าน 300 ตารางเมตรควรซื้อ Mesh Pack 2 หรือ 3 ตัว
ในหลายกรณี ชุด 3 จุดเหมาะเป็นจุดเริ่มต้นมากกว่า สำหรับพื้นที่ประมาณนี้
แต่ถ้าบ้านเป็น Open Plan หรือมี Router อยู่ตรงกลางดีมาก ชุด 2 จุดอาจเพียงพอ
ควรประเมิน Layout ก่อนซื้อ
ถ้ามี LAN ทุกห้องควรใช้ Node กี่ตัว
ยังต้องดู Coverage
แต่สามารถเริ่มจาก
Main Router + Node 2 ตัว
เช่นเดียวกัน
ข้อดีคือแต่ละ Node ใช้ Ethernet Backhaul ทำให้ตำแหน่งยืดหยุ่นกว่า Wireless
สำหรับผู้ใช้งาน comsiam บ้านขนาด 300 ตารางเมตรที่มี LAN พร้อมอยู่แล้ว ควรใช้ Infrastructure นี้ให้เต็มประโยชน์ก่อนเพิ่ม Wireless Node หลายทอด
หากไม่มี LAN ควรทำอย่างไร
ให้เน้น
ตำแหน่งกลาง
โถงบันได
ลดผนังระหว่าง Node
เพิ่มทีละ Node
ตรวจ Backhaul ทุกครั้ง
สำหรับผู้ใช้งาน comsiam ไม่ควรพยายามแก้ Coverage บ้านใหญ่ด้วยการเพิ่ม Node ต่อกันหลายทอดโดยไม่ตรวจคุณภาพ Link แต่ละช่วง
วิธีวางแบบประหยัดที่สุด
ทำตามนี้
① วาง Main Router
② ทดสอบ Coverage
③ ทำแผนที่ Dead Zone
④ เพิ่ม Node 1
⑤ ปรับตำแหน่ง
⑥ เพิ่ม Node 2
⑦ ทดสอบทั้งบ้าน
⑧ เพิ่ม Node 3 เฉพาะเมื่อยังจำเป็น
วิธีนี้ช่วยลดการซื้อเกินความต้องการ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ไม่ควร
คิดว่า 300 ตารางเมตรต้องใช้ 5 Node
วาง Node ใน Dead Zone
วาง Node ทุกห้อง
เพิ่ม Node ก่อนแก้ Backhaul
ใช้ Wireless Multi-Hop หลายทอดทั้งที่มี LAN
ดูเฉพาะขีด Wi-Fi
วาง Router ในตู้
วาง Node หลังทีวี
เพิ่ม Node เพื่อแก้ ISP ช้า
ควรออกแบบ Network จากต้นทางไปปลายทาง
หลักจำง่ายที่สุด
สำหรับบ้านประมาณ 300 ตารางเมตร ให้เริ่มจาก
Main Router + Node 2 ตัว
จากนั้นทดสอบ
ถ้ายังมี Dead Zone จริง ค่อยเพิ่ม Node ตัวที่ 3
และถ้ามี LAN
ใช้ Ethernet Backhaul เมื่อระบบรองรับ
เป้าหมายคือใช้ Node ให้น้อยที่สุด แต่ยังครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดที่ต้องใช้งาน
สรุป
D-Link Mesh สำหรับบ้านพื้นที่ประมาณ 300 ตารางเมตรควรเริ่มจาก Main Router 1 ตัว + Mesh Node 2 ตัว หรือรวมเป็นประมาณ 3 จุดกระจาย Wi-Fiก่อน
บ้านชั้นเดียว Layout เปิดอาจใช้เพียง 2–3 จุด ส่วนบ้านสองหรือสามชั้น บ้านแนวยาว หรือบ้านที่มีผนังคอนกรีตมากอาจต้องเพิ่ม Node อีกตาม Dead Zone จริง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ Node ทุกตัวต้องมี Backhaul ที่ดี ไม่ควรวาง Node ตรงจุดที่ไม่มีสัญญาณจากต้นทางแล้ว
หากมีสาย LAN และ D-Link Mesh รองรับ Ethernet Backhaul ควรใช้สาย เพราะบ้านขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์จาก Wired Backhaul มาก โดยเฉพาะเมื่อต้องมีหลาย Node
ไม่ควรเพิ่ม Node มากที่สุดเท่าที่ระบบรองรับ เพราะอาจเพิ่ม Interference และทำให้ Roaming ซับซ้อน
หลักที่เหมาะที่สุดสำหรับบ้าน 300 ตารางเมตรคือ เริ่ม 3 จุด วางให้ถูก ทดสอบจริง ใช้สาย LAN เมื่อมี และเพิ่ม Node ต่อเมื่อยังมี Dead Zone ที่ใช้งานไม่ได้จริง