วิธีตั้ง Load Balancing บน D-Link กระจายอินเทอร์เน็ต 2 เส้นให้ใช้งานได้สมดุล
การตั้ง Load Balancing บน Router D-Link เหมาะสำหรับสำนักงาน ร้านค้า โรงแรม โรงงาน และธุรกิจที่มีอินเทอร์เน็ตมากกว่า 1 เส้น และต้องการกระจาย Traffic ของผู้ใช้งานไปยัง WAN หลายเส้นแทนการใช้งาน WAN เส้นเดียวจนเต็ม
ตัวอย่างเช่น
WAN1 → 800 Mbps
WAN2 → 200 Mbps
Router สามารถกำหนดสัดส่วน Traffic ให้ WAN1 รับภาระมากกว่า WAN2 ตามความเร็วจริง หรือกำหนด Policy ให้พนักงาน, Guest Wi-Fi, CCTV, NAS Backup หรือ Application บางประเภทออก WAN ที่แตกต่างกัน
บทความนี้จาก comsiam จะอธิบายหลักการ Load Balancing บน D-Link ตั้งแต่การเตรียม WAN, Weight, Session, Health Check, Policy Routing ไปจนถึงวิธีแก้เมื่อ Traffic กระจายไม่สมดุลหรือบางเว็บไซต์ Login หลุด
① Load Balancing คืออะไร
Load Balancing คือการกระจาย Internet Traffic ออกหลาย WAN
ตัวอย่าง
LAN
↓
D-Link Router
├─ WAN1 → ISP A
└─ WAN2 → ISP B
Router จะเลือก WAN ให้แต่ละ Connection ตาม Algorithm หรือ Policy ที่กำหนด
เป้าหมายหลักคือไม่ให้ WAN เส้นเดียวรับภาระทั้งหมด
② Load Balancing ต่างจาก Failover อย่างไร
Load Balancing
ใช้งานหลาย WAN พร้อมกัน
WAN1 → Active
WAN2 → Active
Failover
ใช้เส้นหนึ่งเป็นหลัก อีกเส้นเป็นสำรอง
WAN1 → Primary
WAN2 → Backup
ถ้า WAN1 ล่มจึงเปลี่ยนไป WAN2
สองระบบสามารถใช้ร่วมกันได้ใน Router ที่รองรับ
③ Load Balancing ไม่ใช่ Bonding
สิ่งนี้สำคัญมาก
สมมติ
WAN1 = 500 Mbps
WAN2 = 500 Mbps
ไม่ได้หมายความว่า Download ไฟล์เดียวจะได้
1000 Mbps
Load Balancing ส่วนใหญ่มักกระจายตาม Connection หรือ Session
ตัวอย่าง
Download A → WAN1
Download B → WAN2
ไม่ใช่รวมสอง WAN ให้ Connection เดียวเร็วขึ้นเป็นสองเท่า
④ Load Balancing เหมาะกับใคร
เหมาะกับ Network ที่มี
ผู้ใช้จำนวนมาก
Web Traffic จำนวนมาก
Cloud Application
Guest Wi-Fi
Video Streaming
Download หลายเครื่อง
CCTV Cloud
NAS Backup
หลาย VLAN
ยิ่งมี Concurrent Sessions มาก การกระจาย Traffic มักเห็นผลชัดขึ้น
⑤ ตรวจว่า Router D-Link รองรับ Load Balancing หรือไม่
D-Link แต่ละรุ่นมีความสามารถต่างกัน
ควรค้นหาเมนู เช่น
Dual WAN
Load Balancing
WAN Mode
WAN Settings
Routing
Traffic Management
ฟังก์ชันแบบละเอียดมักพบใน Business Router บางรุ่น
⑥ เตรียม WAN1 และ WAN2 ให้ใช้งานได้ก่อน
ก่อนเปิด Load Balancing ต้องตรวจให้แต่ละ WAN ทำงานได้แยกกัน
ตัวอย่าง
WAN1
→ Internet ได้
WAN2
→ Internet ได้
หาก WAN2 ยังออก Internet ไม่ได้ Load Balancing จะไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง
⑦ ตรวจ Connection Type ของแต่ละ WAN
แต่ละ WAN อาจใช้ต่างกันได้ เช่น
WAN1
→ PPPoE
WAN2
→ Dynamic IP
หรือ
WAN1
→ Static IP
WAN2
→ PPPoE
ต้องตั้งตามข้อมูลของ ISP แต่ละราย
⑧ วัด Download และ Upload จริง
ก่อนกำหนด Weight ควรวัดความเร็วจริง
สมมติ
WAN1
Download 780 Mbps
Upload 480 Mbps
WAN2
Download 190 Mbps
Upload 180 Mbps
อย่าใช้เพียงตัวเลขตามแพ็กเกจ เพราะความเร็วใช้งานจริงอาจต่ำกว่า
⑨ วัด Latency ด้วย
ความเร็วไม่ใช่ปัจจัยเดียว
ควรดู
Latency
Packet Loss
Jitter
ด้วย
WAN ที่ Bandwidth สูงกว่าแต่ Latency แย่มากอาจไม่เหมาะกับ VoIP หรือ Video Conference
⑩ เข้า Router D-Link
เชื่อมต่อกับ LAN ของ Router
เปิด Browser แล้วเข้า IP Management เช่น
192.168.0.1
หรือ IP ที่ตั้งไว้จริง
จากนั้น Login ด้วยบัญชี Administrator
⑪ Backup Configuration ก่อน
ก่อนแก้ Load Balancing ควร Backup Configuration
เพราะการตั้งค่าอาจเกี่ยวข้องกับ
WAN
Routing
NAT
Firewall
Policy
หากผิดอาจทำให้ Internet ทั้งสำนักงานได้รับผลกระทบ
⑫ เปิด Dual WAN
เข้าเมนู WAN หรือ Dual WAN
จากนั้นเปิด
Dual WAN
→ Enable
ให้ตรวจว่า Router เห็น
WAN1
WAN2
ครบทั้งสอง Interface
⑬ เลือก Load Balancing Mode
หาก Router มีตัวเลือก ให้เลือก
Load Balancing
แทน
Failover Only
หลังจากนั้น Router อาจให้เลือก Algorithm หรือ Weight
⑭ Round Robin คืออะไร
Round Robin คือการกระจาย Connection สลับกัน
ตัวอย่าง
Connection 1 → WAN1
Connection 2 → WAN2
Connection 3 → WAN1
Connection 4 → WAN2
เหมาะกับ WAN ที่มีความเร็วใกล้เคียงกัน
⑮ Weighted Load Balancing คืออะไร
Weighted Load Balancing ใช้สัดส่วนตาม Capacity
ตัวอย่าง
WAN1 = 800 Mbps
WAN2 = 200 Mbps
อาจตั้ง
WAN1 → 80
WAN2 → 20
หรือค่า Weight ที่ Router ใช้ในลักษณะใกล้เคียงกัน
⑯ คำนวณ Weight อย่างง่าย
สูตรแนวคิด
ความเร็ว WAN
÷
ความเร็วรวม
× 100
ตัวอย่าง
WAN1 = 800
WAN2 = 200
รวม = 1000 Mbps
ดังนั้น
WAN1 ≈ 80%
WAN2 ≈ 20%
เป็นค่าเริ่มต้นที่นำไปทดสอบได้
⑰ อย่าดูเฉพาะ Download
สมมติ
WAN1
800/800 Mbps
WAN2
200/50 Mbps
ถ้ามี Cloud Backup หรือ CCTV Upload มาก WAN2 จะเต็ม Upload ได้ง่าย
ดังนั้น Weight อาจต้องพิจารณาทั้ง Download และ Upload
⑱ WAN ความเร็วเท่ากันตั้ง 50/50 ได้ไหม
ถ้า
WAN1 = 500/500
WAN2 = 500/500
สามารถเริ่มทดสอบด้วยสัดส่วน
50/50
ได้
แต่ยังควรดู Latency, Packet Loss และความเสถียรของ ISP ด้วย
⑲ Session-Based Load Balancing
Load Balancing จำนวนมากทำงานตาม Session
ตัวอย่าง
Browser Session A
→ WAN1
Browser Session B
→ WAN2
จึงเป็นเรื่องปกติที่ Speed Test ครั้งเดียวอาจไม่ได้ใช้ Bandwidth รวมของ WAN ทั้งสอง
⑳ ทำไม Speed Test ไม่รวมความเร็วสองเส้น
Speed Test อาจเปิดเพียงไม่กี่ Connection และ Router อาจผูก Session เหล่านั้นกับ WAN เดียว
ดังนั้นผลอาจเห็นประมาณ
800 Mbps
แทน
1000 Mbps
แม้ Load Balancing จะทำงานถูกต้อง
ควรทดสอบหลาย Client พร้อมกันเพื่อดูภาพรวม
㉑ ทดสอบหลายเครื่องพร้อมกัน
ตัวอย่าง
PC 1 → Download
PC 2 → Speed Test
PC 3 → Streaming
PC 4 → Cloud Upload
จากนั้นดู Traffic Statistics ของ WAN1 และ WAN2
ถ้าทั้งสองเส้นมี Traffic แสดงว่า Load Balancing เริ่มทำงาน
㉒ Session Persistence คืออะไร
Session Persistence หรือ Sticky Session ช่วยให้ Connection ที่เกี่ยวข้องกันใช้ WAN เดิม
ตัวอย่าง
User A
→ WAN1
→ WAN1
→ WAN1
แทนการเปลี่ยน Public IP ไปมาใน Session เดียว
มีประโยชน์มากกับเว็บไซต์บางประเภท
㉓ ทำไม Banking Website อาจมีปัญหา
ระบบ Banking หรือ Secure Application อาจตรวจ Source Public IP
ถ้า Request หนึ่งมาจาก
WAN1 Public IP
แต่ Request ถัดไปมาจาก
WAN2 Public IP
ระบบอาจมองว่า Session เปลี่ยนต้นทาง
ผลคือ
Logout
Session Expired
Login ใหม่
Security Verification
㉔ เปิด Sticky Session ถ้ามี
หาก D-Link รุ่นนั้นรองรับ ให้พิจารณา
Session Persistence
Sticky Session
สำหรับ Application ที่ต้องใช้ Source IP เดิม
ช่วยลด Login หลุดเมื่อใช้ Load Balancing
㉕ VPN มีปัญหากับ Load Balancing ได้ไหม
มีได้
VPN Tunnel อาจสร้าง Session ที่ต้องรักษา Public IP เดิม
หาก Traffic VPN ถูกเปลี่ยน WAN ระหว่าง Session Tunnel อาจหลุด
ควร Pin VPN Traffic ให้ออก WAN เดียวถ้า Router รองรับ Policy Routing
㉖ ตัวอย่างกำหนด VPN ออก WAN1
VPN Traffic
→ WAN1
ส่วน Traffic ทั่วไป
Web
Guest
Streaming
→ Load Balance WAN1/WAN2
ช่วยให้ VPN มี Public IP คงที่มากขึ้น
㉗ VoIP ควรออก WAN ไหน
ควรเลือก WAN ที่
Latency ต่ำ
Packet Loss ต่ำ
Jitter ต่ำ
เสถียร
แม้ Bandwidth จะไม่สูงที่สุด
ตัวอย่าง
VoIP
→ WAN1
ส่วน Guest Wi-Fi ใช้ Load Balancing
㉘ Video Conference ควร Pin WAN ไหม
หาก Session มีความไวต่อ Public IP หรือ Router Load Balancing ไม่รองรับ Session Persistence ดีพอ อาจกำหนด
Meeting VLAN
→ WAN1
เพื่อรักษาความเสถียร
㉙ Guest Wi-Fi เหมาะกับ Load Balancing
Guest Traffic มักมีหลาย Session และไม่ต้องการ Public IP เดิมตลอดเวลาเท่าระบบธุรกิจ
จึงเหมาะกับ
Guest VLAN
→ Load Balance
หรือใช้ WAN2 เป็นหลักก็ได้
㉚ NAS Backup ควรออก WAN2
Cloud Backup ใช้ Upload จำนวนมาก
สามารถกำหนด
NAS
→ WAN2
ช่วยไม่ให้ WAN1 ซึ่งใช้กับงาน Real-Time ถูก Upload จนเต็ม
㉛ CCTV Cloud ออก WAN2
ตัวอย่าง
CCTV VLAN
→ WAN2
ส่วน
Staff
VoIP
Meeting
→ WAN1
ช่วยแยก Traffic กล้องออกจากงานสำนักงาน
㉜ Policy Routing คืออะไร
Policy Routing ใช้กำหนดว่า Traffic ใดต้องออก WAN ใด
เงื่อนไขอาจเป็น
Source IP
Source VLAN
Destination
Service
Protocol
ตามความสามารถ Router
ละเอียดกว่า Load Balancing แบบทั่วไป
㉝ ตัวอย่างแบ่งตาม VLAN
VLAN 10 Staff
→ WAN1
VLAN 20 Guest
→ WAN1 + WAN2 Load Balance
VLAN 30 CCTV
→ WAN2
VLAN 40 Server
→ WAN1
ทำให้ Traffic แต่ละระบบควบคุมได้ชัดเจน
㉞ ตัวอย่างแบ่งตาม IP
สมมติ
NAS
192.168.10.20
สร้าง Policy
Source:
192.168.10.20
Outgoing WAN:
WAN2
ส่วน Client อื่นใช้ Default Load Balancing
㉟ Load Balancing กับ Static Route ต่างกัน
Static Route เลือกเส้นทางตาม Destination เป็นหลัก
Load Balancing เน้นกระจาย Connection ระหว่าง WAN
ส่วน Policy Routing สามารถใช้ Source และเงื่อนไขอื่นร่วมด้วย
แต่ละระบบมีหน้าที่แตกต่างกัน
㊱ Health Check ยังจำเป็นไหม
จำเป็นมาก
Load Balancing ต้องรู้ว่า WAN ใดยังใช้งานได้จริง
ถ้า WAN2 ล่ม แต่ Router ยังส่ง Session ไป WAN2 ผู้ใช้บางส่วนจะ Internet ไม่ได้
จึงต้องมี Health Check
㊲ Health Check ควรตรวจ Internet จริง
ไม่ควรตรวจเพียง
WAN Port Link Up
เพราะ ONT อาจยัง Link แต่ ISP ออก Internet ไม่ได้
ควรใช้ Target ภายนอกตามความสามารถ Router
㊳ เมื่อ WAN หนึ่งล่มควรทำอย่างไร
ตัวอย่าง
WAN2 Down
Router ควรหยุดส่ง Session ใหม่ไป WAN2
แล้วใช้
WAN1
เพียงเส้นเดียวชั่วคราว
เมื่อ WAN2 กลับมา จึงนำกลับเข้า Load Balancing
㊴ Load Balancing + Failover
สามารถใช้แนวคิด
WAN1 + WAN2
→ Load Balance ปกติ
เมื่อ
WAN2 Down
เปลี่ยนเป็น
WAN1 Only
นี่คือการใช้ Load Balancing ร่วมกับ Failover
㊵ Failback หลัง WAN กลับมา
เมื่อ WAN2 กลับมา Router ควรตรวจว่า Connection เสถียรก่อนนำกลับเข้าระบบ
หากกลับเร็วเกินไปและ WAN ยัง Flapping อาจทำให้ Session สลับไปมา
ควรกำหนด Recovery Threshold ตามความเหมาะสมถ้ามีตัวเลือก
㊶ WAN Flapping คืออะไร
คือ WAN มีสถานะ
Up
Down
Up
Down
สลับไปมา
สาเหตุอาจเป็น
Fiber ไม่เสถียร
ONT มีปัญหา
Cable
ISP
Health Check ไวเกินไป
ควรแก้สาเหตุ ไม่ใช่เพิ่ม Weight อย่างเดียว
㊷ DNS สำคัญกับ Load Balancing
หากใช้ DNS ของ ISP A เพียงรายเดียว
แต่ Traffic บาง Session ออก ISP B อาจยังใช้ได้ในหลายระบบ แต่ถ้า ISP A DNS ไม่อนุญาต Query จาก Network อื่น อาจมีปัญหา
ควรใช้ DNS ที่เหมาะกับ Dual WAN Architecture
㊸ อาการ Ping IP ได้แต่เว็บเปิดไม่ได้
ถ้า Load Balancing ทำงานและ Client Ping Public IP ได้ แต่เปิด Domain ไม่ได้
ให้ตรวจ
DNS
ก่อน
ไม่จำเป็นต้องรีบปิด Load Balancing
㊹ NAT ทำงานอย่างไรเมื่อมีสอง WAN
แต่ละ WAN จะมี Public IP ของตัวเอง
ตัวอย่าง
LAN User A
→ WAN1
→ Public IP A
LAN User B
→ WAN2
→ Public IP B
Router ต้องรักษา NAT Session ให้ Return Traffic กลับ Client ถูกเครื่อง
㊺ Port Forwarding กับ Load Balancing
Incoming Connection แตกต่างจาก Outbound Load Balancing
ถ้ามี Server ภายใน เช่น
Web Server
VPN Server
NVR
และต้องรับ Connection จาก WAN ต้องกำหนดว่า Service เปิดอยู่บน WAN ใด
อาจต้องสร้าง Rule แยก WAN1/WAN2
㊻ DDNS กับหลาย WAN
DDNS Hostname หนึ่งชื่อมักชี้ Public IP หนึ่งค่าในช่วงเวลาหนึ่ง
ถ้ามีสอง WAN ต้องวางแผนว่า
vpn.example
→ WAN1
หรือมี Hostname แยก เช่น
wan1.example
wan2.example
ตามระบบที่ใช้งาน
㊼ Site-to-Site VPN กับ Load Balancing
IPsec Site-to-Site ไม่ควรกระจาย Packet ของ Tunnel เดียวออกสอง WAN แบบสุ่ม
ควรผูก Tunnel กับ WAN/Peer ที่ชัดเจน
หากต้องการ VPN Redundancy ต้องออกแบบ Secondary Tunnel เพิ่มตามความสามารถ Router
㊽ Cloud Application บางระบบเหมาะกับ Load Balance
Application ที่สร้าง Session จำนวนมากและไม่ได้ผูก Source IP อย่างเข้มงวด เช่น Web Browsing หรือ Cloud Service ทั่วไป สามารถได้รับประโยชน์จาก Load Balancing ได้ดี
แต่ควรทดสอบ Application สำคัญขององค์กรจริงก่อนใช้งาน Production
㊾ ทำไม Traffic ไม่แบ่งตรงตาม Weight
สมมติ Weight เป็น
WAN1 80%
WAN2 20%
ไม่ได้หมายความว่า Throughput จะเป็น 80/20 ทุกวินาที
เพราะแต่ละ Session ใช้ Bandwidth ไม่เท่ากัน
ตัวอย่าง WAN2 ได้เพียงหนึ่ง Session แต่ Session นั้น Download 100 Mbps ก็อาจเห็น Traffic สูงมากในช่วงหนึ่ง
㊿ Weight คือสัดส่วนการเลือก ไม่ใช่การจำกัดความเร็วเสมอไป
Router หลายระบบใช้ Weight เพื่อเพิ่มโอกาสเลือก WAN
ไม่ใช่กำหนดว่า WAN1 ห้ามเกิน 80% ของ Bandwidth
หากต้องการกำหนด Maximum Bandwidth ต้องใช้ Bandwidth Control หรือ Traffic Shaping เพิ่ม
51. วิธีทดสอบ Load Balancing
ทดสอบแบบนี้
1. ตรวจ WAN1/WAN2 Connected
2. เปิด Load Balancing
3. ใช้ Client หลายเครื่อง
4. สร้าง Traffic พร้อมกัน
5. ดู WAN Statistics
6. ตรวจ Public IP ของแต่ละ Session
7. ทดสอบ Application สำคัญ
ควรทำในช่วงที่สามารถย้อน Configuration ได้หากมีปัญหา
52. ทดสอบ WAN Down
หลัง Load Balancing ทำงาน ให้ถอด WAN2 ชั่วคราว
ตรวจว่า
Traffic ใหม่
→ WAN1
ทั้งหมดหรือไม่
จากนั้นเสียบ WAN2 กลับและตรวจว่าถูกนำกลับเข้าสู่ Load Balancing
53. Load Balancing ทำงานแต่บางคนไม่มี Internet
อาจเกิดจาก
WAN หนึ่งเส้นมีปัญหา
Health Check ไม่ทำงาน
DNS
Policy Routing ผิด
NAT Rule ขาด
Weight/Interface ผิด
ตรวจว่าผู้ใช้ที่มีปัญหาถูกส่งออก WAN ใด
54. เว็บไซต์บางเว็บ Login หลุด
ให้ตรวจ
Session Persistence
Sticky Session
Source IP Change
เป็นอันดับต้น ๆ
โดยเฉพาะ Banking, Payment Gateway และระบบ Secure Portal
55. VPN Client หลุดหลังเปิด Load Balancing
ลองกำหนด VPN Client หรือ VPN Traffic ให้ใช้ WAN เดียว
ตัวอย่าง
VPN Users
→ WAN1
หากอาการหาย แสดงว่าการเปลี่ยน Source WAN มีผลกับ VPN Session
56. Load Balancing แล้ว Video Call กระตุก
อาจไม่ใช่เรื่อง Bandwidth
ตรวจ
Latency
Jitter
Packet Loss
Session Persistence
ของทั้งสอง WAN
หาก WAN2 Latency สูงมาก อาจย้าย Video Conference ออก WAN1 โดยเฉพาะ
57. Router CPU มีผลมาก
Load Balancing เพิ่มงานด้าน
NAT
Session Tracking
Firewall
Routing
QoS
Health Check
หากมีผู้ใช้จำนวนมาก Router อาจกลายเป็นคอขวด
ควรตรวจ CPU และ Concurrent Sessions
58. ความเร็ว WAN รวมอาจเกินความสามารถ Router
สมมติ
WAN1 = 1 Gbps
WAN2 = 1 Gbps
แต่ Router Routing/NAT Throughput ทำได้ต่ำกว่านั้น
ต่อให้มี Internet รวม 2 Gbps ก็อาจไม่สามารถใช้งานได้เต็ม
ต้องดูประสิทธิภาพ Router จริง
59. Checklist ตั้ง Load Balancing บน D-Link
✓ Router รองรับ Dual WAN
✓ WAN1 ใช้งานได้
✓ WAN2 ใช้งานได้
✓ วัด Download จริง
✓ วัด Upload จริง
✓ ตรวจ Latency
✓ เปิด Load Balancing
✓ ตั้ง Weight ตาม Capacity
✓ เปิด Health Check
✓ ตั้ง Session Persistence หากจำเป็น
✓ Pin VPN/VoIP หากจำเป็น
✓ ตั้ง Policy Routing
✓ ตรวจ NAT
✓ ตรวจ DNS
✓ ตรวจ Port Forwarding
✓ ตรวจ DDNS
✓ ทดสอบหลาย Client
✓ ทดสอบ WAN ล่ม
✓ ตรวจ CPU/Session
60. ตัวอย่าง Load Balancing สำหรับสำนักงาน
สมมติ
WAN1
ISP A
800/500 Mbps
WAN2
ISP B
200/200 Mbps
เริ่มด้วย
WAN1 Weight:
80
WAN2 Weight:
20
จากนั้นกำหนด Policy
Video Conference
→ WAN1
VoIP
→ WAN1
VPN
→ WAN1
Guest Wi-Fi
→ Load Balance
NAS Backup
→ WAN2
CCTV Cloud Upload
→ WAN2
พร้อมเปิด
Health Check
ทั้งสอง WAN
หาก WAN1 ล่ม
Traffic ทั้งหมดที่อนุญาต
→ WAN2
ตาม Failover Policy
เมื่อ WAN1 กลับมา Router จึงนำ WAN1 กลับเข้าสู่ Load Balancing
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย ได้แก่
คิดว่า Load Balancing รวมความเร็ว Download ไฟล์เดียว
ตั้ง Weight 50/50 ทั้งที่ WAN ต่างกันมาก
ไม่วัด Upload
ไม่ใช้ Health Check
Banking Session เปลี่ยน Public IP
VPN ถูกสลับ WAN
ไม่มี Sticky Session
DNS ใช้ไม่ได้บน WAN สำรอง
Port Forwarding เปิดเพียง WAN เดียว
Policy Routing ทับ Rule Load Balancing
WAN เสียแต่ Router ยังส่ง Traffic ไป
Router Performance ไม่พอกับ WAN รวม
สรุป
การตั้ง Load Balancing บน D-Link ช่วยกระจาย Traffic ของผู้ใช้งานไปยัง Internet หลายเส้น ลดโอกาสที่ WAN เส้นเดียวจะเต็ม และเหมาะกับ Network ที่มีผู้ใช้หรือ Concurrent Sessions จำนวนมาก
หลักสำคัญคือไม่ควรคิดว่า Load Balancing คือการ Bond ความเร็วให้ Download หนึ่ง Session เร็วขึ้น แต่เป็นการกระจาย Connection ไปยังหลาย WAN
หาก WAN มีความเร็วไม่เท่ากัน ควรใช้ Weighted Load Balancing และกำหนด Weight ตาม Capacity จริง พร้อมใช้ Health Check เพื่อนำ WAN ที่มีปัญหาออกจากระบบโดยอัตโนมัติ
แนวทางของ comsiam คือให้ Application ที่ต้องการ Source IP และ Latency คงที่ เช่น VPN, VoIP และ Video Conference ใช้ WAN ที่เสถียรโดยเฉพาะ ส่วน Guest, Backup และ Traffic ทั่วไปจึงค่อยกระจายด้วย Load Balancing วิธีนี้จะได้ทั้งประสิทธิภาพและความเสถียรมากกว่าการแบ่งทุก Traffic แบบ 50/50 โดยไม่ดูประเภทงาน